กิจกรรม “ดึงพ่อ-แม่” เข้าโรงเรียน

หนุนกิจกรรมดึง “พ่อ-แม่” เข้าโรงเรียน เติมความรัก-เข้าใจ ให้ครอบครัวไทยแข็งแรง

ปัจจุบันสถาบันครอบครัวของสังคมไทยกำลังประสบปัญหาจากปัจจัยต่างๆ อย่างหนัก โดยผลสำรวจดัชนีชี้วัดความอยู่เย็นเป็นสุขในครอบครัวของประเทศไทยระบุว่า ครอบครัวไทยมีแนวโน้มของความสุขและความอบอุ่นลดลง และข้อมูลของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในปี พ.ศ.2550 ยังพบว่าคู่สามีภรรยาที่เคยจดทะเบียนสมรสมีอัตราการหย่าร้างสูงถึง 1 แสนคู่ต่อปี

สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าสถาบันครอบครัวไทยกำลังสั่นคลอน อันเนื่องมาจากขาดการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน ส่งผลให้เด็กและผู้สูงอายุถูกทอดทิ้ง แม้กระทั่งครอบครัวในชนบทก็ประสบปัญหาไม่แพ้สังคมเมือง ปัญหาเหล่านี้จึงจำเป็นที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะครอบครัวที่อบอุ่นถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับเด็กและเยาวชนผู้ที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต “โครงการศูนย์การเรียนรู้เพื่อครอบครัวเข้มแข็ง” ซึ่งเป็นแนวคิดของ “สถาบันรักลูก” โดยการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จึงเกิดขึ้นมาเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันครอบครัวของสังคมไทย

นายวันชัย บุญประชา ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะครอบครัว สสส. เปิดเผยว่า แผนงานสุขภาวะครอบครัว ต้องการให้ครอบครัวของคนไทยในทุกระดับมีสุขภาวะที่ดี ใน 4 มิติ คือ มิติทางกาย จิตใจ สังคม และปัญญา ซึ่งจะส่งผลให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีของสมาชิกในครอบครัว “เรามีแนวคิดหลักเกี่ยวกับการแก้ปัญหาสุขภาวะครอบครัวที่ใช้ในการกำหนดวิธีแก้ไขปัญหาของในแต่ละพื้นที่ให้ได้ผลตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ 2 ประการ คือการหยุดความทุกข์และการสร้างความสุข รวม 8 ข้อ ประกอบด้วย หยุดอบายมุข หยุดนอกใจ หยุดใช้ความรุนแรง หยุดภาวะหนี้สิน และสร้างความเอื้อเฟื้อแบ่งปัน สร้างและกระตุ้นให้เห็นว่าครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด สร้างและกระตุ้นให้มีการทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว และสร้างให้เกิดการสื่อสารที่ดีระหว่างกันและกันของสมาชิกในครอบครัว” นายวันชัยกล่าว สงขลาเป็นจังหวัดใหญ่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของภาคใต้ ทำให้มีการไหลบ่าของระบบทุนนิยม เทคโนโลยี และข้อมูลข่าวสาร ส่งผลให้สถาบันครอบครัวเกิดความสั่นคลอน รวมไปถึงยังต้องประสบกับปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบซ้ำเติมอีก “โครงการศูนย์การเรียนรู้เพื่อครอบครัวเข้มแข็ง จ.สงขลา” จึงได้เกิดขึ้นมาในปี 2547 เพื่อวางแนวทางแก้ไขปัญหาในสถาบันครอบครัวของจังหวัดสงขลาด้วยการใช้โรงเรียนตัวตั้งในการดำเนินการ

คุณเอมอร โพธิวิจิตร ที่ปรึกษาโครงการศูนย์การเรียนรู้เพื่อครอบครัวเข้มแข็ง จ.สงขลาระบุ หลังพบเด็กและเยาวชนในจังหวัดสงขลาประสบกับปัญหาครอบครัวแตกร้าวเพิ่มมากขึ้น ทำให้เด็กจิตใจไม่เป็นสุข การเรียนตกต่ำ จึงได้มีการกำหนดแนวทางการฟื้นฟูและสร้างสถาบันครอบครัวให้มีความเข้มแข็งด้วยการจัดกิจกรรมเวทีเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมระหว่างเด็กและผู้ปกครองโดยใช้โรงเรียนเป็นจุดเริ่มต้น “ปัจจุบันมีโรงเรียน 11 แห่ง ใน 5 อำเภอ ที่เข้าร่วมโครงการ โดยวางแนวทางให้แต่ละโรงเรียนจัดทำเวทีเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยในแต่ละเวทีจะมีการตั้งโจทก์ แล้วให้พ่อแม่ได้รวมกลุ่มกันแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระ ซึ่งจากการได้พูดคุยกัน พ่อแม่ที่กำลังมีปัญหา ก็จะได้รับคำตอบซึ่งเป็นทางออกจากพ่อแม่อีกคู่หนึ่งโดยอัตโนมัติ ซึ่งในการจัดเวทีโรงเรียนในช่วงปีแรกๆ มีผู้ปกครองตอบรับเพียร้อยละ 30 แต่ในปัจจุบันมีพ่อแม่เข้าร่วมกิจกรรมมากถึง 80 เปอร์เซ็นต์”

หนุนกิจกรรมดึง “พ่อ-แม่” เข้าโรงเรียน เติมความรัก-เข้าใจ ให้ครอบครัวไทยแข็งแรงคุณเอมอรกล่าว การเปิดเวทีเพื่อการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมภายในโรงเรียนแต่ละแห่ง นอกจากจะเป็นเปิดโอกาสให้พ่อแม่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับลูกแล้ว ยังเป็นการเปิดทางให้พ่อแม่ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และวิธีการเลี้ยงดูลูก รวมไปถึงการสนับสนุนให้เกิดการแสดงออกและเปิดเผยถึงแนวคิดดีๆ ที่พ่อแม่มีต่อลูก ซึ่งการเปิดเวทีของแต่ละโรงเรียนจะมีหัวข้อแตกต่างกันไป โดยนำปัญหาครอบครัวที่เกิดขึ้นในแต่ละชุมชนเข้ามาเป็นแนวทางในการคิดโจทก์ โรงเรียนสุทธิ์รักษ์ ตำบลบ้านนา อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นโรงเรียนที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงประถมศึกษา มีนักเรียนรวม 230 คน หนึ่งในโรงเรียนสมาชิกของโครงการศูนย์การเรียนรู้เพื่อครอบครัวเข้มแข็งฯ ที่สำรวจพบว่าเด็กๆ ในโรงเรียนมีปัญหาครอบครัวขาดความอบอุ่น เพราะพ่อแม่ไปทำงานที่มาเลเซีย ทางโรงเรียนจึงได้มีการเปิดเวทีเรียนรู้หาแนวทางการแก้ปัญหาร่วมกับผู้ปกครอง

คุณครูภควรรณ เกื้อสกูล กล่าวว่าทาโรงเรียนได้เปิดเวทีเพื่อการเรียนรู้ฯ ผ่านการสอนทำขนม โดยให้เด็กๆ ชักชวนพ่อแม่มาร่วมงานให้ได้ หากไม่มาเด็กจะถูกหักคะแนน เด็กก็จะกลับไปรบเร้าจนสำเร็จ ซึ่งการทำกิจกรรมจะทำให้พ่อ แม่ เด็ก และครูได้พบปะกัน เกิดปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น มีการพูดคุยถึงปัญหาต่างๆ ของเด็กเพื่อช่วยกันหาทางแก้ไข “โครงการเด็กสุทธิ์รักษ์รู้ทัน เป็นอีกแนวทางหนึ่งในการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างเด็กและครอบครัว การประกาศห้ามนำกล่องโฟมเข้าโรงเรียนโดยใช้เหตุผลในเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้ปกครองต้องจัดหาข้าวใส่กล่องให้ลูกด้วยตัวเองแทนที่จะซื้อสำเร็จรูปจากร้านค้า วิธีการนี้ทำให้พ่อแม่ได้เรียนรู้ทางอ้อมเกี่ยวกับวิธีการเลี้ยงดูที่ถูกต้อง ซึ่งพบว่าเด็กมีความสุขมากขึ้นที่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่” คุณครูสาวกล่าว

หนุนกิจกรรมดึง “พ่อ-แม่” เข้าโรงเรียน เติมความรัก-เข้าใจ ให้ครอบครัวไทยแข็งแรงโรงเรียนบ้านเคลียง ตำบลนาทวี อำเภอนาทวี จ.สงขลา เปิดสอนเด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีนักเรียนรวม 360 คน เป็นอีกโรงเรียนหนึ่งที่เข้าร่วมกับโครงการฯ เมื่อพบปัญหาว่าเด็กมีความห่างเหินกับพ่อแม่ เพราะครอบครัวส่วนใหญ่ทำอาชีพสวนยาง และเป็นลูกจ้างโรงงาน โดยเวทีที่โรงเรียนจัดขึ้นนั้นทำให้พ่อแม่และเด็กมีการทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งพ่อแม่จะได้เรียนรู้และเข้าใจถึงบทบาทที่ถูกต้องของตนเอง “โรงเรียนได้เปิดเวที โดยใช้หัวข้อการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง โดยให้ลูกอ่านหนังสือให้พ่อแม่ฟังหน้าเวที คำไหนอ่านผิดพ่อแม่ก็จะสอนลูก ซึ่งทางโรงเรียนก็จะค่อยๆ สอดแทรกวิธีการเลี้ยงลูกเข้าไปทีละน้อย พร้อมกับบอกพ่อแม่ว่า เรามีคนรักคนเดียวกัน คือเด็กๆ จึงต้องช่วยกันดูแล ซึ่งในปัจจุบันมีพ่อแม่ตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมในเวทีต่างๆ เพิ่มขึ้นถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และพ่อแม่ก็มีความสนิทสนมกับครูมากขึ้น กล้าพูดกล้าปรึกษาปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับเด็กมากขึ้นด้วย” คุณครูอธิษฐาน ยอดเอียด จากโรงเรียนบ้านเคลียงกล่าว

คุณปราณีต ช่วยหนู แม่ของ เด็กชายอัมรินทร์ ช่วยหนู นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านเคลียง ซึ่งเข้าร่วมกิจกรรมที่จัดขึ้นกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างมีความสุขว่า “พอได้เข้าร่วมทำกิจกรรมของโรงเรียน ก็รู้สึกดี อบอุ่นเพราะได้ทำกิจกรรมสนุกๆ กับลูกชาย และได้เรียนรู้ว่าพ่อแม่ต้องดูแลลูกอย่างไรถึงจะถูกต้อง ส่วนตัวลูกชายเองก็มีพฤติกรรมดีขึ้นจากแต่ก่อนที่เป็นเด็กเกเรไม่พูดคุย ทุกวันนี้กลับมาบ้านก็จะมีเรื่องมาเล่าให้แม่ฟังทุกวัน”

“หลังจากการจัดเวทีเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วมพบว่าเด็ก พ่อแม่ และครูมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะพ่อแม่ลูกต่างรู้บทบาทของตนในการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน เกิดความอบอุ่นครอบครัว ส่งผลให้เด็กมีพื้นฐานจิตใจและพฤติกรรมการแสดงออกที่ดี ซึ่งผลที่เกิดจากการดำเนินงานจะเป็นตัวอย่างให้ชุมชนและสถานศึกษาอื่นๆนำไปเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาให้แก่เยาวชนในพื้นที่ต่อไป” คุณเอมอร กล่าวสรุป

 

Your rating: None Average: 4 (1 vote)

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น